วัดพระบาทปางแฟน

 

สถานที่ตั้ง : บ้านปางแฟน หมู่ 5 ตำบลป่าเมี่ยง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่

พิกัด : 19.017533, 99.300329

 

     วัดพระบาทปางแฟนเริ่มแรกเดิมทีได้ก่อตั้งขึ้นให้เป็นที่พักสงฆ์พร้อมๆ กับการกำเนิดของหมู่บ้านปางแฟนเมื่อปีพ.ศ. 2442สำหรับบริเวณพื้นที่แห่งนี้แต่เดิมเข้าใจว่าเป็นเมืองโบราณ เนื่องจากได้มีการค้นพบซากอิฐเจดีย์และของใช้โบราณต่างๆ เป็นจำนวนมาก รวมถึงมีการกล่าวขานเรื่องราวในอดีตเมื่อกว่า 700 ปีก่อนว่า เมื่อครั้งพญามังรายมหาราชได้เสด็จมาเพื่อรวบรวมแว่นแคว้นน้อยใหญ่ให้เป็นปึกแผ่น ขณะพระองค์เสด็จมาถึงสถานที่แห่งนี้ได้หยุดพักตั้งค่ายหลวงพระองค์ได้ทอดพระเนตรพบกับรอยพระพุทธบาท เข้าใจว่าเป็นรอยพระบาทพระพุทธเจ้า พระองค์ก็เกิดศรัทธา จึงได้นำสมบัติส่วนพระองค์ฝังบูชารอยพระบาทที่ปรากฏอยู่ โดยบรรจุสมบัติไว้ใต้รอยพระบาท ซึ่งเป็นอุโมงค์แล้วปิดอุโมงค์ด้วยก้อนหิน จากนั้นจึงโปรดให้สร้างอาราม ให้พระเณรจำพรรษา และโปรดให้พระสนมฝาแฝดพระนามว่า "สร้อยสุนีย์-ศรีสุคณฑา" ธิดาเจ้าเมืองเชลียง เป็นผู้บำรุงและดูแลพระอารามแห่งนี้สืบไป ฉะนั้นจึงเป็นที่สังเกตเห็นได้ว่าบริเวณประตูทางขึ้นวัดพระบาทปางแฟน ชาวบ้านได้สร้างศาลเอาไว้เรียก“ศาลพระแม่สองนาง” เชื่อกันว่าพระนางทั้งสอง จะปกป้องรักษาสมบัติของพญามังรายมหาราชและวัดแห่งนี้

 

     จากเรื่องราวคำบอกเล่าดังกล่าว ทำให้คาดคะเนได้ว่าวัดพระบาทปางแฟนแห่งนี้เดิมทีสร้างขึ้นในสมัยพญามังรายมหาราช แต่ต่อมากาลเวลาผ่านทำให้วัดได้ร้างลงด้วยและขาดผู้อุปถัมภ์เนื่องมาจากวัดแห่งนี้ตั้งอยู่ห่างไกลจากความเจริญ การคมนาคมในสมัยก่อนเป็นไปด้วยความยากลำบาก จนกระทั้งวัดพระบาทปางแฟนได้ถูกบูรณะขึ้นมาใหม่ในสมัยของครูบาศิริชัย มหาเถร (ไม่ใช่ครูบาศรีวิชัย) จนเมื่อสิ้นสุดยุคของครูบาพรหมทอง วัดพระบาทปางแฟนก็ถูกปล่อยให้ร้างไปอีกครั้ง ไม่มีภิกษุจำพรรษา ในขณะนั้นมีชาวบ้านแค่อาศัยเพียง 3ครอบครัว ต่อมาราวปี พ.ศ. 2500โดยการปกครองของกำนันจู ได้มีชาวบ้านเพิ่มขึ้นเป็น 9ครอบครัว ชาวบ้านจึงมีแนวความคิดที่จะบูรณะอารามในหมู่บ้านไว้เพื่อเป็นสถานปฏิบัติธรรม ทุกๆวันพระ ชาวบ้านจะนิมนต์พระสงฆ์เทศน์โปรดชาวบ้าน มีภิกษุสามเณร เวียนมาจำพรรษากันอยู่เป็นประจำทุกปีที่วัดพระบาทปางแฟนแห่งนี้

 

     เรื่องราวของบ้านปางแฟนได้ถูกถ่ายทอดจากรุ่นเดอะในยุดบุกเบิกบ้านปางแฟน โดยมีพ่ออุ้ยอ้าย และแม่อุ้ยจันทร์ สุดาคำ อายุ 84ปี ได้เล่าถึงต้นกำเนิดบ้านปางแฟนไว้ว่าแม่อุ้ยได้มาอยู่ที่บ้านปางแฟนกับพ่ออุ้ยอ้าย ขณะอายุได้ 22ปี ครานั้นบริเวณพื้นที่ของบ้านปางแฟนยังเต็มไปด้วยผืนนา เมื่อชาวบ้านได้ร่วมกันบริจาคที่ดินเพื่อสร้างอารามโดยมีสามเณรจากบ้านด้าย จังหวัดเชียงราย มาร่วมบุกเบิก ต่อมาก็มีแม่ชีสองท่านซึ่งบวชเป็นชีมาตั้งแต่อายุ 12ปี มีความเคร่งครัดในพระศาสนา ได้เดินทางมาถึงบ้านปางแฟน แม่ชีทั้งสองคือ แม่ชีเกณฑ์ และมีชีน้อย ได้มาฝึกสอนวิชาชีพให้ชาวบ้าน และร่วมกับชาวบ้านสร้างวิหารหลังแรก โดยแม่ชีมักจะบอกกับชาวบ้านว่า สถานที่แห่งนี้ศักดิ์สิทธิยิ่งนัก เพราะมักจะได้ยินเสียงปี่พาทย์มโหรีดังในวันพระเสมอ

 

     แม่อุ้ยได้เล่าว่า นอกจากเสียงเพลงแล้วชาวบ้าน มักจะเห็นดวงไฟประหลาดเป็นแสงสีเขียว สีขาว ลอยมาจากดอยม่อนธาตุ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดพระบาทปางแฟนเท่าใด ดวงไฟมักลอยมาหาย ณ บริเวณอารามแห่งนี้ ขณะนั้นยังไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่ามีสิ่งสำคัญประดิษฐ์อยู่ ชาวบ้าน จะเคยเห็นคุ้นเคยแต่เพียงว่าอารามแห่งนี้มีก้อนหินก้อนหนึ่งใหญ่มากมีรอยเท้าติดอยู่บนแท่นหินขนาดเท่าร้อยเท้าคนหนึ่งคู่ แต่ไม่ลึกมาก กระทั่งปี พ.ศ. 2529 พระครูมงคลศีลวงศ์ เจ้าคณะอำเภอดอยสะเก็ดในขณะนั้น ได้มาสำรวจสถานที่เมื่อพระครูมงคลได้มาตรวจสอบรอยเท้าที่ปรากฏอยู่นั้น จึงทราบความจริงว่าเป็นรอยพระพุทธบาทอย่างแน่นอน ท่านเกรงว่ารอยพระบาทจะถูกเหยียบย่ำ และทำลายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงได้นำคณะร่างทรงในจังหวัดเชียงใหม่ ได้ร่วมกับพระครูมงคลสร้างเจดีย์ครอบรอยพระบาทแห่งนี้ไว้ เพื่อให้ประชาชนได้สักการบูชา โดยได้จำลองแบบ มาจากเจดีย์พุทธคยา จากประเทศอินเดีย ส่วนรอยพระบาทนั้น เพื่อเบนความสนใจของผู้ที่ประสงค์ร้ายจะมาทำลายรอยพระบาท จึงได้ทำใหม่ขึ้นมาอีก 4รอย ตามที่ได้เห็นปรากฏอยู่ในปัจจุบัน

 

     เมื่อแม่ชีน้อย แม่ชีเกณฑ์ ได้ร่วมบูรณะวัดระบาทปางแฟนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ได้ลากลับภูมิลำเนาเดิม ส่วนชาวบ้านได้เสาะหา พระผู้ปฏิบัติดี ประพฤติชอบ เพื่อจะได้มาจำพรรษา ขณะนั้นชื่อเสียงของพระอาจารย์ สำเร็จ คุตตาโภ จากจังหวัดลำปาง เป็นที่กล่าวขาน ของประชาชนในเขตภาคเหนือ ชาวบ้านจึงได้นิมนต์ให้มาจำพรรษาปกครองวัดแห่งนี้ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2529จนถึงปี พ.ศ.2538ท่านก็ลาสิกขา จากนั้นได้พระอาจารย์ตี๋ สิริปุญโญ มาครองวัดตั้งแต่ ปี พ.ศ.2538แต่ก็ครองวัดได้ไม่นานก็ถึงแก่มรณภาพในปี พ.ศ. 2546เมื่อทางวัดพระบาทปางแฟนขาดพระภิกษุไปอีกครั้ง ทำให้ชาวบ้านรู้สึกหวั่นใจเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากวัดแห่งนี้เชื่อกันว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิเร้นลับ หากพระสงฆ์บารมีไม่มากพอ ก็ไม่อาจปกครองวัดแห่งนี้ได้นาน

 

     กระทั้งได้ท่านพระครูปลัดกฤต ฐิตวิริโย หรือครูบาโต จากเมืองแพร่ มาปกครองและพัฒนาวัดพระบาทปางแฟน ตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคมพ.ศ.2546จนถึงปัจจุบัน

จากบันทึกของวัดทำให้ทราบว่ามีพระสงฆ์ปกครองวัดดังนี้

ครูบาศิริชัย มหาเถร ปกครองวัดระหว่างปี พ.ศ.2442-พ.ศ.2445

ครูบาสิทธิเถร ปกครองวัดระหว่างปี พ.ศ.2445-พ.ศ.2447

ครูบาพรหมทอง ปกครองวัดระหว่างปี พ.ศ.2447- พ.ศ.2500

พระอาจารย์ สำเร็จ คุตตาโภปกครองวัดระหว่างปี พ.ศ.2529 - พ.ศ.2538

พระอาจารย์ ตี๋ สิริปุญโญปกครองวัดระหว่างปีพ.ศ.2538 - พ.ศ. 2542

ท่านพระครูปลัดกฤต ฐิตวิริโยปกครองวัดระหว่างปี พ.ศ. 2546 – ปัจจุบัน

 

     วัดพระบาทปางแฟน มีความเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาอย่างรวดเร็วโดยใช้ปัจจัยในการก่อสร้างไปมากกว่าสิบล้านบาท ปัจจุบันวัดพระบาทปางแฟน เป็นวัดในสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 15 ไร่ สิ่งศักดิ์สิทธิสำคัญประจำวัดประกอบด้วยรอยพระบาท หลวงพ่อทันใจ หลวงพ่อเศียร ซึ่งขุดเจอเฉพาะเศียรฝังอยู่ในดิน ต่อมาท่านได้เข้านิมิตพระอาจารย์โต เจ้าอาวาสวัดพระบาทปางแฟน ให้ช่วยขุดตัวองค์พระเพื่อมาต่อกับเศียร แรกๆท่านก็ไม่เชื่อ แต่อยากจะพิสูจน์ความจริง จึงได้เกณฑ์ชาวบ้านให้ช่วยกันขุดตามที่ท่านนิมิต จนพบว่าเป็นความจริงจึงได้ทำการต่อองค์พระกับเศียรจนสมบูรณ์ พระพุทธรูปองค์นี้เป็นที่เคารพสักการะของชาวบ้านมาจนถึงทุกวันนี้

 

      นอกจากเรื่องราวความศักดิ์ดังกล่าวแล้ว อภิปฏิหาริย์ของวัดพระบาทปางแฟนยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เมื่อมีการค้นพบ “ต้นไม้พระพุทธรูป!!” เรื่องราวมีอยู่ว่า พระครูปลัดนภดล หรือพระอาจารย์โต ฐิตวิริโย เจ้าอาวาสวัดพระบาทปางแฟน ได้ทำพิธีผสมมวลสารและกดพิมพ์นำฤกษ์พระพิฆเนศ ด้านหลังเป็นจตุคามรามเทพ รุ่น "ขอได้ดังใจหวัง" มีประชาชนให้ความสนใจมาชมพิธีดังกล่าวจำนวนมาก

 

       ในระหว่างที่พระอาจารย์โตกำลังทำพิธีกดพิมพ์นำฤกษ์นั้น มีชาวบ้านไปพบเห็นภาพพระพุทธรูปปรากฏอยู่บนลำต้นไม้ยูคาลิปตัสที่อยู่ติดกับศาลพระภูมิภายในวัด เป็นต้นไม้คู่แฝดลำต้นเดียวกันและแยกออกเป็น 2ต้น ชาวบ้านเรียกกันว่าต้นไม้ 2 นาง ขณะนั้นเองชาวบ้านส่วนหนึ่งก็ได้พากันแห่ไปดูภาพพระพุทธรูปโผล่อยู่กลางลำต้นไม้ดังกล่าว และต่างวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานาโดยภาพพระพุทธรูปที่ปรากฏบนต้นไม้นั้นเป็นภาพคล้ายกับพระพุทธรูปปางมารวิชัย เกิดขึ้นจากธรรมชาติไม่ใช่ฝีมือของมนุษย์อย่างแน่นอน เป็นการหลุดของเปลือกไม้ต้นยูคาลิปตัส ที่หลุดลอกออกทำให้มีลักษณะภาพคล้ายกับพระพุทธรูป

 

       พระอาจารย์โต เจ้าอาวาสวัด เปิดเผยว่า เมื่อก่อนบริเวณแห่งนี้เป็นเนินดินสูงขึ้นไปมีต้นไม้ปกคลุม ต่อมาทางวัดได้ปรับแต่งภูมิทัศน์บริเวณดังกล่าวมีบ่อน้ำและน้ำตกโดยทำเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป และได้นำศาลพระภูมิไปตั้งด้านหลังติดกับต้นยูคาลิปตัส แต่ก็ไม่ได้สังเกตว่ามีภาพพระพุทธรูปอยู่ที่ต้นไม้เพราะไม่เคยเห็นมาก่อน และยังได้ใช้ประโยชน์กับต้นไม้ยูคาลิปตัสต้นนี้โดยเป็นที่ยึดป้ายโฆษณาอีกต่างหากกระทั่งชาวบ้านมาพบเห็นภาพพระพุทธรูปปรากฏบนต้นไม้และพากันมากราบไหว้สักการะไปพร้อมๆ กับกราบไหว้สักการะศาลพระภูมิด้วย ก็แล้วแต่ศรัทธาของชาวบ้าน ภาพที่ปรากฏเป็นพระพุทธรูปบนลำต้นของต้นยูคาลิปตัสถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี ทางวัดอาจจะต้องปรับปรุงพื้นที่บริเวณจุดนี้เพื่อให้ประชาชนที่ศรัทธามากราบไหว้บูชาต่อไปให้ดีกว่าเดิมซึ่งปรากฏการณ์ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้น หลังจากเคยเกิดเหตุการณ์อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์กับวัดพระบาทปางแฟนแห่งนี้มาแล้ว ..หลายครั้ง 

Visitors: 26,455